Monday, 17 August 2026
Logo

ครอบคลุม ทุกเรื่องราว ชาวพัทยา

โฆษณาผู้สนับสนุน

อัปเดตข่าวล่าสุด

อุบัติเหตุ

ไฟไหม้รถเอสยูวี หวิดวอดทั้งคัน คนขับเผยโชคดีที่ไม่เกิดตอนส่งหลานไปโรงเรียน

 ไฟไหม้รถเอสยูวี หวิดวอดทั้งคัน คนขับเผยโชคดีที่ไม่เกิดตอนส่งหลานไปโรงเรียน เมื่อเวลา 07.40 น. ( 9 กรกฎาคม 2569 ) ร.ต.อ.นทีกานต์ ยอดสร้อย รอง สว.จร.สภ.บางละมุง กำลังออกตรวจสภาพการจราจรบริเวณถนนสายชัยพรวิถี (ถนนหนองปรือ - อ่างเก็บน้ำมาบประชัน ) พอมาถึงบริเวณ หน้าร้านยางรถยนต์ ใกล้กับปากซอยชัยพรวีถี ม.4 ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ปรากฏว่ามีรถเอสยูวี จอดอยู่ข้างถนน โดยมีกลุ่มควันและแสงเพลิง โพยพุ่งออกมาบริเวณห้องเครื่องจำนวนมาก จึงทำการจอดรถปิดเส้นทางการจราจรพร้อมกับประสาน รถดับเพลิงเมืองพัทยา และ รถดับเพลิง หน่วยกู้ภัยมูลนิธิสว่างบริบูรณ์ฯเมืองพัทยา มาช่วยทำการดับไฟในเบื้องต้น รถเอสยูวี คันดังกล่าว เป็นรถยี่ห้อโตโยต้า คอส สีดำ หมายเลขทะเบียน 1 ขฐ 4451 กทม. โดยพบว่ามีกลุ่มควันและแสงเพลิง ออกมาจากบริเวณห้องเครื่องยนต์ โดยพนักงานร้านยางรถยนต์ และ ร้านซ่อมรถจักรยานยนต์ พยายามนำถังเคมี และ น้ำมาฉีดควบคุมเพลิง  แต่ก็ไม่สามารถควบคุมเพลิงได้ โดยเพลิงได้ลุกไหมอย่างรวดเร็ว จนเกิดเป็นลูกไฟขนาดใหญ่  จนกระทั่งรถดับเพลิงของมูลนิธิสว่างบริบูรณ์ฯ เมืองพัทยา เดินทางมาถึง ได้ระดมฉีดน้ำสกัดกั้นเพลิง โดยใช้เวลาไม่ถึง 5 นาที ก็สามารถควบคุมเพลิงไว้ได้ โดยพบว่าห้องเครื่องยนต์ได้รับความเสียหายทั้งหมด และในห้องโดยสารได้รับความเสียหายบางส่วน นางรดา สายสุขอนันต์ อายุ 56 ปี คนขับรถเอสยูวี เล่าเหตุการณ์ให้ฟังว่า ก่อนเกิดเหตุกำลังขับรถกลับบ้านพัก หลังจากเสร็จจากการส่งหลาน ไปโรงเรียน พอขี่รถเข้าซอยชัยพรวิถี (ซอยหนองปรือ) สังเกตเห็นความผิดปกติบริเวณห้องเครื่องยนต์ เนื่องจากมีกลุ่มควันพุ่งออกมา จึงตัดสินใจจอดรถ และเรียกให้คนช่วย ในระหว่างที่ลงจากรถมาตรวจสอบ เพียงไม่กี่นาทีก็มีแสงเพลิงพุ่งออกมา และลุกลามอย่างรวดเร็ว ซึ่งรถคันนี้ตนเองใช้มาได้ประมาณ 4-5 ปี โดยยังไม่ทราบสาเหตุจากต้นเพลิงเกิดจากสาเหตุใด และถือว่าโชคดีมาก ที่เหตุการณ์ดังกล่าวไม่เกิดขึ้นในช่วงที่กำลังขับรถส่งหลานไปโรงเรียนทีมข่าวได้ภาพจากกล้องวงจรปิดใกล้กับจุดเกิดเหตุ เวลา 07.39 น. จะเห็นรถเอสยูวี สีดำ ขับมาจอดบริเวณหน้าร้านยางรถยนต์ โดยคนขับมีการบีบเตร ขอความช่วยเหลือเสียงดังสนั่นลั่นถนน  เนื่องจากที่บริเวณห้องเครื่องยนต์มีกลุ่มควันพุ่งทะลุฝากระโปรงรถออกมาจำนวนมาก ซึ่งในจังหวะนั้นมีรถตำรวจจราจร สภ.บางละมุง ผ่านมาพอดี จึงทำการปิดเส้นทางการจราจร จากนั้นเพียงแค่ 1 นาที จะเริ่มเห็นแสงเพลิงประทุออกมาจากเครื่องยนต์ พนักงานยางรถยนต์และ ร้านซ่อมมอเตอร์ไซค์ พยายามลากสายยางฉีดน้ำสกัดกั้นเพลิง รวมถึง นำถังสารเคมีมาช่วยกันดับไฟ แต่ก็ไม่สามารถควบคุมเพลิงได้ จากกระทั่ง เวลา 07.46 น. จ่ายรถอุปกรณ์ดับเพลิง ของมูลนิธิหน่วยกู้ภัยสว่างบริบูรณ์ฯ เดินทางมาถึงจุดเกิดเหตุ และระดมฉีดน้ำดับไฟ จนสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้ดังกล่าว…

09 July 2026
อุบัติเหตุ

คลื่นลมแรงซัดเรือท่องเที่ยวเกยหาดพัทยาพังยับ เจ้าของตั้งข้อสงสัยเชือกสมออาจถูกตัด เสียหายนับแสนบาท

คลื่นลมแรงซัดเรือท่องเที่ยวเกยหาดพัทยาพังยับ เจ้าของตั้งข้อสงสัยเชือกสมออาจถูกตัด เสียหายนับแสนบาทผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากประชาชนว่า มีเรือท่องเที่ยวขนาดเล็กถูกคลื่นลมแรงซัดเข้ามาเกยตื้นบริเวณชายหาดพัทยา ปากซอยพัทยา 1 ตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ส่งผลให้ตัวเรือได้รับความเสียหายอย่างหนัก จึงลงพื้นที่ตรวจสอบที่เกิดเหตุพบเรือท่องเที่ยวขนาดเล็กเกยอยู่ริมชายหาด ท่ามกลางคลื่นลมที่ยังคงพัดกระหน่ำและซัดกระแทกตัวเรืออย่างต่อเนื่อง ทำให้โครงสร้างด้านข้างเรือแตกเสียหาย ขณะเดียวกัน เรือขนาดเล็กหลายลำที่ทอดสมออยู่กลางทะเลต่างโคลงเคลงอย่างรุนแรงจากอิทธิพลของคลื่นลมนายประสิทธิ์ สุขกูล อายุ 59 ปี เจ้าของเรือ เปิดเผยว่า ได้รับโทรศัพท์แจ้งจากผู้ที่อยู่บริเวณชายหาดว่าเรือของตนหลุดจากจุดทอดสมอ ก่อนถูกคลื่นซัดเข้าฝั่ง เมื่อเดินทางมาตรวจสอบพบว่าด้านขวาของตัวเรือแตกเสียหายอย่างหนักเจ้าของเรือระบุว่า เรือดังกล่าวทอดสมออยู่ห่างจากชายฝั่งประมาณ 200 เมตร ใช้สำหรับรับส่งนักท่องเที่ยวและให้บริการเช่าเหมาลำออกตกปลา แม้ไม่ได้ใช้งานมาเกือบ 1 ปี แต่ยังมีการดูแลและบำรุงรักษาอย่างต่อเนื่องทั้งนี้ ยังไม่สามารถยืนยันสาเหตุที่ทำให้เรือหลุดจากสมอได้ โดยเจ้าของเรือตั้งข้อสังเกตว่า เชือกสมอมีขนาดใหญ่ ไม่น่าจะขาดได้ง่าย จึงไม่ตัดประเด็นว่าอาจมีผู้ไม่หวังดีแอบตัดเชือกสมอ อย่างไรก็ตาม ยังเป็นเพียงข้อสันนิษฐาน และมีความเป็นไปได้เช่นกันว่าคลื่นลมที่รุนแรงอาจเป็นสาเหตุให้เชือกขาดเบื้องต้นยังไม่สามารถเคลื่อนย้ายเรือออกจากจุดเกิดเหตุได้ เนื่องจากต้องรอให้สภาพอากาศเอื้ออำนวย พร้อมประเมินความเสียหายอย่างละเอียดอีกครั้ง คาดว่ามูลค่าความเสียหายอยู่ที่หลายแสนบาท หากพบว่าความเสียหายรุนแรงเกินกว่าจะซ่อมแซมในพื้นที่ อาจต้องประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าดำเนินการกู้เรือออกจากชายหาดต่อไป

09 July 2026
ทั่วไป

พัทยาเร่งลอกท่อจอมเทียน หลังพบตะกอนหนา 90 ซม. แก้ปัญหาน้ำท่วม-น้ำดำไหลลงทะเล

พัทยาเร่งลอกท่อจอมเทียน หลังพบตะกอนหนา 90 ซม. แก้ปัญหาน้ำท่วม-น้ำดำไหลลงทะเลเมืองพัทยาเร่งแก้ไขระบบระบายน้ำบริเวณหาดจอมเทียน หลังฝนตกหนักเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้เกิดน้ำท่วมขังและมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์กรณีน้ำสีดำไหลออกจากท่อระบายน้ำลงสู่ทะเล ล่าสุดลงพื้นที่ตรวจสอบพบตะกอนดินสะสมในท่อหนาถึง 90 เซนติเมตร จึงสั่งเร่งลอกท่อตลอดแนวเกือบ 2 กิโลเมตรนายเกียรติศักดิ์ ศรีวงษ์ชัย ปลัดเมืองพัทยา ปฏิบัติหน้าที่นายกเมืองพัทยา พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สำนักการช่างสุขาภิบาล เมืองพัทยา ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานลอกท่อระบายน้ำ บริเวณหน้าตลาดเดอะนาว จอมเทียน เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาการระบายน้ำ หลังเกิดฝนตกหนักเมื่อช่วง 2-3 วันที่ผ่านมาสืบเนื่องจากฝนที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่องเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ ส่งผลให้หลายพื้นที่ในเมืองพัทยา โดยเฉพาะบริเวณหาดจอมเทียนเกิดน้ำท่วมขัง อีกทั้งยังเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสื่อสังคมออนไลน์ หลังมีคลิปเผยให้เห็นน้ำสีดำไหลออกจากท่อระบายน้ำลงสู่ทะเล สร้างความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม คุณภาพน้ำทะเล และภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวของเมืองพัทยาภายหลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่เมืองพัทยาได้เร่งลงพื้นที่ตรวจสอบระบบระบายน้ำอย่างละเอียด พบว่าภายในบ่อพักท่อระบายน้ำ ซึ่งมีความลึกประมาณ 2 เมตร มีตะกอนดินสะสมเป็นจำนวนมาก โดยมีความหนาประมาณ 90 เซนติเมตร ส่งผลให้พื้นที่หน้าตัดของท่อลดลง ทำให้การระบายน้ำเป็นไปอย่างล่าช้าในช่วงที่มีฝนตกหนักนายเกียรติศักดิ์ จึงสั่งการให้เจ้าหน้าที่เร่งดำเนินการลอกท่อระบายน้ำตลอดแนวท่อที่เชื่อมต่อไปยังบริเวณแยกหนองพอง ระยะทางรวมเกือบ 2 กิโลเมตร คาดว่าจะใช้เวลาดำเนินการประมาณ 3 วัน จึงจะแล้วเสร็จ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ ลดการสะสมของตะกอน และบรรเทาปัญหาน้ำท่วมขังในพื้นที่โดยการเร่งลอกท่อระบายน้ำในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมความพร้อมรับมือฝนในช่วงฤดูมรสุม เพื่อให้ระบบระบายน้ำสามารถรองรับปริมาณน้ำฝนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดโอกาสเกิดปัญหาน้ำท่วมซ้ำในพื้นที่เสี่ยงของหาดจอมเทียนและพื้นที่ใกล้เคียง.

07 July 2026
อุบัติเหตุ

เทรลเลอร์ 18 ล้อ เบรกกระทันหัน กระบะขนคนงานเมียนมาร์หลบไม่ทันชนท้าย เจ็บ 8 ราย

เทรลเลอร์ 18 ล้อ เบรกกระทันหัน กระบะขนคนงานเมียนมาร์หลบไม่ทันชนท้าย เจ็บ 8 ราย      เมื่อเวลา 18.20 น.วันที่ 6 กรกฎาคม 2569 ศูนย์วิทยุหน่วยกู้ภัยสว่างบริบูรณ์ธรรมสถานเมืองพัทยา รับแจ้งอุบัติเหตุรถยนต์กระบะ ขนคนงานชาวเมียนมาร์ ชนท้ายรถบรรทุกเทรลเลอร์ 18 ล้อ ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายราย เหตุเกิดบนถนนในพื้นที่ตำบลห้วยใหญ่ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี หลังรับแจ้งจึงประสานเจ้าหน้าที่กู้ภัยฯและเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ห้วยใหญ่ รีบไปตรวจสอบ      ที่เกิดเหตุพบรถยนต์กระบะ Toyota Vigo สีบรอนซ์ทอง  หมายเลขทะเบียน ผจ 7512 ระยอง สภาพด้านหน้าพังเสียหาย ภายในรถบรรทุกคนงานชาวเมียนมาร์มาทั้งหมด 15 คน พบผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวน 8 ราย ส่วนใหญ่มีอาการเจ็บบริเวณซี่โครง แน่นหน้าอก และมีบาดแผลถลอกตามร่างกาย เจ้าหน้าที่กู้ภัยฯได้ให้การช่วยเหลือปฐมพยาบาลเบื้องต้น ก่อนทยอยเคลื่อนย้ายส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน      จากการสอบถาม นายธวัชชัย ด้วงทอง อายุ 37 ปี ผู้ขับขี่รถกระบะ ให้การว่า ได้ขับรถรับคนงานกลับจากนิคมอุตสาหกรรมเหมราช บ่อวิน เมื่อมาถึงจุดเกิดเหตุ รถบรรทุกเทรลเลอร์ 18 ล้อที่วิ่งอยู่ด้านหน้าได้เบรกกะทันหัน ตนพยายามเบรกแล้วแต่ไม่ทัน จึงพุ่งชนท้ายรถเทรลเลอร์อย่างแรง ทำให้คนงานที่โดยสารมาด้วยได้รับบาดเจ็บหลายราย      ด้าน นายจันทร์สม ลาดภา อายุ 40 ปี ผู้ขับขี่รถบรรทุกเทรลเลอร์ 18 ล้อ ให้การว่า ขณะขับรถมาถึงจุดเกิดเหตุ พบรถบรรทุกสิบล้อบรรทุกดินจอดอยู่ริมทางในลักษณะคล้ายรถเสีย ประกอบกับมีรถวิ่งสวนทางลงมา ทำให้ไม่สามารถหักหลบแซงได้ จึงจำเป็นต้องเบรกกะทันหัน ก่อนที่รถกระบะซึ่งวิ่งตามหลังจะพุ่งชนท้ายรถของตน ทั้งนี้ หลังเกิดเหตุ รถบรรทุกสิบล้อคันดังกล่าวได้ขับออกจากพื้นที่ไปอย่างรวดเร็ว     เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ห้วยใหญ่ ได้บันทึกภาพและเก็บหลักฐานในที่เกิดเหตุไว้เป็นหลักฐาน พร้อมเชิญผู้ขับขี่รถทั้งสองฝ่ายเข้าให้ปากคำเพิ่มเติม และจะดำเนินการสอบสวนเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของอุบัติเหตุ รวมทั้งพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

07 July 2026
อาชญากรรม

CIB จับชาวจีน 2 ราย ขบวนการอุ้มบุญผิดกฎหมาย พัทยา

CIB จับชาวจีน 2 ราย ขบวนการอุ้มบุญผิดกฎหมาย พัทยา เตรียมส่งตัวกลับจีนดำเนินคดีเจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับการ 2 กองบังคับการปราบปราม (กก.2 บก.ป.) ร่วมกับกองกำกับการ 1 กองบังคับการสืบสวนสอบสวน สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (กก.1 บก.สส.สตม.) สนธิกำลังเข้าควบคุมตัวชาวจีน 2 ราย ได้แก่ นาย Yan อายุ 43 ปี และ นางสาว Mi อายุ 33 ปี ภายในโรงแรมแห่งหนึ่งในพื้นที่ ต.นาเกลือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรีการจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องจากทางการสาธารณรัฐประชาชนจีนประสานข้อมูลมายังศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย (ศปชก.ตร.) ว่าผู้ต้องหาทั้งสองมีหมายจับในคดีประกอบธุรกิจการแพทย์โดยผิดกฎหมาย และเกี่ยวข้องกับขบวนการอุ้มบุญผิดกฎหมาย ก่อนหลบหนีเข้ามาในประเทศไทยจากการสืบสวนพบว่า นาย Yan มีบทบาทเป็นหัวหน้าขบวนการ ดูแลและบริหารสถานพยาบาลเถื่อน ลักลอบให้บริการผสมเทียมและอุ้มบุญโดยไม่ได้รับอนุญาต เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ มีลูกค้าจำนวนมากและมีเงินหมุนเวียนในระบบจำนวนสูง อีกทั้งยังมีข้อมูลว่าขบวนการดังกล่าวเกิดข้อพิพาทกับลูกค้าระหว่างขั้นตอนย้ายตัวอ่อน (Embryo Transfer) ซึ่งทางการจีนกำลังขยายผลในความผิดอาญาอื่นเพิ่มเติมส่วนนางสาว Mi เป็นผู้ถือหุ้นและผู้มีอำนาจควบคุมบริษัทดังกล่าว ทำหน้าที่ด้านการตลาด ขยายฐานลูกค้า และชักชวนผู้ใช้บริการเข้าสู่เครือข่ายอุ้มบุญผิดกฎหมายต่อมา เจ้าหน้าที่ กก.2 บก.ป. ได้รับข้อมูลว่าผู้ต้องหาทั้งสองหลบซ่อนตัวอยู่ในโรงแรมแห่งหนึ่งในพื้นที่พัทยา จึงประสานกำลังกับเจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ดำเนินการเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร ก่อนเข้าควบคุมตัวได้สำเร็จเบื้องต้น เจ้าหน้าที่ได้แจ้งคำสั่งเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร และควบคุมตัวส่งสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เพื่อดำเนินกระบวนการส่งกลับสาธารณรัฐประชาชนจีน รับโทษตามกฎหมายต่อไปทั้งนี้ เจ้าหน้าที่เตือนประชาชนว่า การอุ้มบุญในประเทศไทยต้องดำเนินการผ่านสถานพยาบาลที่ได้รับอนุญาต และเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด หากฝ่าฝืนอาจมีความผิดตามกฎหมาย.

05 July 2026
ทั่วไป

สาวรัสเซียเก็บกระเป๋าเงินกว่า 2.2 หมื่นบาท ส่งตำรวจรีบตามหาเจ้าของจนพบ ในขณะที่เจ้าของปลื้มไม่คิดว่าจะได้คืน

สาวรัสเซียเก็บกระเป๋าเงินกว่า 2.2 หมื่นบาท ส่งตำรวจรีบตามหาเจ้าของจนพบ ในขณะที่เจ้าของปลื้มไม่คิดว่าจะได้คืน      หญิงชาวรัสเซียวัย 54 ปี แสดงความซื่อสัตย์ หลังเก็บกระเป๋าเงินที่ตกอยู่ภายในซอยวัดบุญสัมพันธ์ 9 (เขาน้อย) ตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ซึ่งภายในมีเงินสดกว่า 22,700 บาท พร้อมเอกสารสำคัญ ก่อนนำส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.หนองปรือ จนสามารถติดตามเจ้าของมารับคืนได้อย่างครบถ้วน เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2569 ผู้สื่อข่าวเดินทางไปพบ นางสาวนาตาลี อายุ 54 ปี สัญชาติรัสเซีย ที่บ้านพักภายในซอยวัดบุญสัมพันธ์ 9 (เขาน้อย) หลังเป็นผู้เก็บกระเป๋าสตางค์ใบเล็กสีน้ำตาลลาย ซึ่งภายในมีเงินสดจำนวน 22,700 บาท พร้อมบัตรประจำตัวประชาชน ระบุชื่อ นางสาวเพ็ญแข ภาคมฤค อายุ 58 ปี อยู่บ้านเลขที่ 22/5 หมู่ 10 ตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี นางสาวนาตาลี เปิดเผยว่า ระหว่างเดินอยู่ภายในซอยดังกล่าว พบกระเป๋าสตางค์ตกอยู่ริมทาง เมื่อตรวจสอบพบว่ามีเงินสดจำนวนมาก จึงรีบติดต่อคนไทยที่รู้จักให้ช่วยพานำกระเป๋าไปมอบให้เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ สภ.หนองปรือ เพื่อช่วยติดตามหาเจ้าของ ภายหลังเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบเอกสารภายในกระเป๋า จึงสามารถติดต่อเจ้าของตามข้อมูลในบัตรประจำตัวประชาชน และประสานให้เดินทางมารับทรัพย์สินคืนได้สำเร็จ ด้านนางสาวเพ็ญแข เจ้าของกระเป๋า เปิดเผยด้วยความดีใจว่า ไม่คิดว่าจะได้รับกระเป๋าและเงินคืนครบถ้วน พร้อมกล่าวชื่นชมความซื่อสัตย์ของนางสาวนาตาลี และได้มอบสินน้ำใจจำนวนหนึ่งเพื่อเป็นการขอบคุณ ก่อนกล่าวขอบคุณทั้งหญิงชาวรัสเซียและเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ช่วยประสานติดตามจนได้รับทรัพย์สินคืนครบทุกชิ้น.

04 July 2026
อาชญากรรม

ผู้ว่าฯ ชลบุรี ลงพื้นที่บ่อวิน ตรวจโครงการเช่าที่ดิน–ร้านค้าทุนต่างชาติ

ผู้ว่าฯ ชลบุรี ลงพื้นที่บ่อวิน ตรวจโครงการเช่าที่ดิน–ร้านค้าทุนต่างชาติ เบื้องต้นเอกสารถูกต้องเพราะคนไทยเป็นคนขอ สั่งตรวจเข้มมาตรฐานด้านสาธารณสุขเพิ่มเติมเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2569 เวลา 16.30 น. นายนริศ นิรามัยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี พร้อมคณะผู้บริหารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตำบลบ่อวิน อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี เพื่อติดตามและตรวจสอบโครงการก่อสร้าง รวมถึงการประกอบกิจการของร้านค้าที่มีการลงทุนจากต่างชาติ หลังได้รับความสนใจจากประชาชนในพื้นที่คณะตรวจสอบประกอบด้วย นางภัทรชนันท์ ผ่องผาด นายอำเภอศรีราชา นายอภิชาติ นุ่นช่วย ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 3 ตำบลบ่อวินเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรบ่อวิน โดยได้เข้าสำรวจโครงการก่อสร้างบนพื้นที่ซึ่งทำสัญญาเช่าระยะเวลา 30 ปี ตั้งอยู่ในหมู่ที่ 3 ตำบลบ่อวิน อำเภอศรีราชา ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้างภายหลังจากการตรวจสอบโครงการ คณะได้ลงพื้นที่ตรวจร้านอาหาร มินิมาร์ท และสถานประกอบการที่มีการลงทุนจากกลุ่มทุนจีนในพื้นที่ โดยตรวจสอบเอกสารการประกอบกิจการ ใบอนุญาต และรูปแบบการดำเนินธุรกิจที่ขอโดยคนไทยผลการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า สถานประกอบการที่เข้าตรวจมีใบอนุญาตประกอบกิจการถูกต้องตามกฎหมาย มีการจดทะเบียนและดำเนินกิจการโดยมีผู้ถือหุ้นหรือผู้ร่วมลงทุนชาวไทยตามที่กฎหมายกำหนดนายนริศ นิรามัยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี เปิดเผยว่า แม้ผลการตรวจสอบเบื้องต้นจะไม่พบความผิดด้านเอกสารและการประกอบกิจการ แต่เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานและนโยบายของรัฐบาล อาจมอบหมายให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดชลบุรี ลงพื้นที่ตรวจสอบด้านสุขลักษณะ มาตรฐานความปลอดภัย และการปฏิบัติตามกฎหมายด้านสาธารณสุขของสถานประกอบการอีกครั้ง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนและให้การดำเนินธุรกิจเป็นไปอย่างถูกต้อง โปร่งใส และเป็นไปตามกฎหมายทุกประการตามนโบายของรัฐบาลที่สั่งการมา

04 July 2026
ท่องเที่ยว

ต้นละ 5 แสน! สวนนงนุชพัทยาเดินหน้าขยายการอนุรักษ์ “มะพร้าวทะเล” ปลูกเพิ่ม 23 ต้น

ต้นละ 5 แสน! สวนนงนุชพัทยาเดินหน้าขยายการอนุรักษ์ “มะพร้าวทะเล” ปลูกเพิ่ม 23 ต้น สร้างฐานอนุรักษ์พันธุ์พืชหายากระดับโลกเมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 4 กรกฎาคม 2569 บริเวณค่ายลูกเสือ สวนนงนุชพัทยา นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา พร้อมเพื่อนนักเรียนจากวิทยาลัยเซนต์ สตีเฟ่น สแตนลีย์ ฮ่องกง ร่วมปลูกมะพร้าวทะเล (Coco de Mer) เพิ่มอีก 23 ต้น ส่งผลให้สวนนงนุชพัทยามีมะพร้าวทะเลรวมทั้งสิ้น 58 ต้น ถือเป็นหนึ่งในคอลเลกชันมะพร้าวทะเลที่สำคัญของประเทศไทย และเป็นอีกก้าวสำคัญในการอนุรักษ์พันธุ์พืชหายากระดับโลกการปลูกครั้งนี้ทำให้จำนวนมะพร้าวทะเลเพิ่มจากเดิม 35 ต้น เป็น 58 ต้น พร้อมต้นกล้าอีก 25 ต้น โดยมะพร้าวทะเลแต่ละต้นมีมูลค่าประมาณ 500,000 บาท และถือเป็นฐานการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชนอกแหล่งกำเนิด (Ex Situ Conservation) ที่มีความสำคัญต่อการศึกษาวิจัยและการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพนายกัมพล ตันสัจจา กล่าวว่า การปลูกมะพร้าวทะเลเป็นการลงทุนเพื่ออนาคต เนื่องจากการอนุรักษ์พันธุ์พืชหายากต้องอาศัยระยะเวลา ความต่อเนื่อง และความอดทนหลายสิบปี โดยสวนนงนุชพัทยามุ่งทำหน้าที่เป็นสวนพฤกษศาสตร์ที่รวบรวม อนุรักษ์ ศึกษา และเผยแพร่องค์ความรู้ด้านพันธุกรรมพืช เพื่อส่งต่อทรัพยากรธรรมชาติอันทรงคุณค่าให้แก่คนรุ่นต่อไปสำหรับมะพร้าวทะเล หรือมะพร้าวแฝด (Coco de Mer) มีชื่อวิทยาศาสตร์ Lodoicea maldivica เป็นปาล์มหายากที่มีถิ่นกำเนิดเฉพาะบนหมู่เกาะเซเชลส์ กลางมหาสมุทรอินเดีย และเป็นพืชที่มีเมล็ดขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ปัจจุบันพบได้ในธรรมชาติเพียงไม่กี่แห่ง และอยู่ภายใต้มาตรการคุ้มครองอย่างเข้มงวดในอดีต ชาวเรือมักพบผลมะพร้าวทะเลลอยอยู่กลางมหาสมุทรโดยไม่เคยพบต้นกำเนิด จึงเชื่อกันว่าพืชชนิดนี้เจริญเติบโตอยู่ใต้ทะเล จนได้รับชื่อภาษาฝรั่งเศสว่า “Coco de Mer” หรือ “มะพร้าวทะเล” ความเชื่อดังกล่าวทำให้ผลของมะพร้าวทะเลได้รับการยกย่องว่าเป็นของหายากและทรงคุณค่า เปรียบเสมือนอัญมณีแห่งโลกพฤกษศาสตร์

04 July 2026
อาชญากรรม

Operation 90 Days ผ่าแผนยุทธการ 90 วันพิฆาตยาเสพติด ตรวจสอบไม่พบผู้กระทำผิด

อำเภอบางละมุงปูพรมปฏิบัติการ Operation 90 Days ผ่าแผนยุทธการ 90 วันพิฆาตยาเสพติด ตรวจสอบไม่พบผู้กระทำผิดบริเวณชายหาดพัทยากลาง  เมืองพัทยา  นายนริศ นิรามัยวงศ์  ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี ในฐานะ ศนย์อํานวยการป้องกันและ ปราบปรามยาเสพติดจังหวัดชลบรี พร้อมหัวหน้าส่วนราชการ   หัวหน้าสถานีตำรวจทุกสถานีในจังหวัดชลบุรี  ร่วมปล่อยแถวเปิดปฏิบัติการ Operation 90 Days ผ่าแผนยุทธการ 90 วันพิฆาตยาเสพติด เมื่อช่วงเวลา 21.00 น.วันที่ 2 ก.ค.69 นายอนุศักดิ์ พิริยอมร นายอำเภอบางละมุง หลังรับนโยบายจากผู้ว่าราชการจังหวัดได้มีคำสั่งให้นายนัธทวัฒน์ โสภณเศวตศิลป์ ปลัดเภอบางละมุง และ นายพิชาญ์นนท์  ทวีสุข ปลัดอำเภอ นำกำลังเจ้าหน้าที่อาสาสมัครกว่า 30 นายออกตรวจสอบสถานบันเทิงทั่วเมืองพัทยา โดยตรวจที่แรกบริเวณชอย6 พัทยาสายสองเป็นแหล่งกลุ่มบาร์เบียร์ด้านเจ้าหน้าที่ได้ ปูพรมแบ่งกำลังออกเป็นสองชุดแบ่งกันตรวจสอบสวนกลุ่ม บาร์เบียร์โดยสุ่มตรวจสารเสพติดในร่างกายของท่องเที่ยวและพนักงาน ทั้งหมดจำนวน 6 บาร์แต่การตรวจในครั้งนี้ไม่พบผู้กระทำผิดมีสารเสพตืดในร่างกายแต่อย่างได นอกจากกนี้ยังเข้ามาตรวจที่ ถนนพัทยาสายสามบริเวณโครงการเอ็กซ์ไซด์ เข้าสุ่มตรวจร้านแอร์เลีย39 และร้านZ4 จากการตรวจสอบไม่ผู้กระทำผิดมีสารเสพติดในร่างกานเช่นกัน นอกจากกนี้ถือเป็นรับนโยบายลงมือปฏิบัติตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มอบนโยบายสําคัญและข้อสั่งการ ให้กระทรวงมหาดไทยและสํานักงานตํารวจแห่งชาติเร่งดําเนินการและบูรณาการการปฏิบัติงานร่วมกัน โดยมีเป้าหมาย "บําบัดทุกข์ บํารุงสุข พิทักษ์สันดิราษฎร์ พิฆาตยาเสพติด และพิชิตอันธพาล" ซึ่งแบ่งออกเป็น teมิติด้านการป้องกัน มิติด้านการปราบปราม และมิติด้านการช่วยเหลือ เยียวยา และดูแลประชาชน พร้อมทัง มีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายจากการประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) การขับเคลื่อนการดําเนินงานด้านความมั่นคง ตามนโยบายรัฐบาล จํานวน 9 ประเด็น ได้แก่ 1.การบุกรุกที่ดินสาธารณะ  2. อาชญากรรมทางเทคโนโลยี  3. ธุรกิจที่ใช้คนไทยเป็นตัวแทนอ๋าพราง (นอมินี) 4.ป้องกันและปราบปรามยาเสพติด 5.การฟอกเงิน 6.ผู้มีอิทธิพล 7. หนี้นอกระบบ 8. ความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว และ 9.การเชื่อมโยงฐานข้อมูลด้านความมั่นคง  โดยศูนย่อ้านวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดกระทรวงมหาดไทย (ศอ.ปส.มท.) ได้จัดทํา "Operation 90 Days ผ่าแผนยุทธการ ๙๐ วัน พิฆาตยาเสพติด" เพื่อขับเคลื่อนข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย จากการประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) การขับเคลือนการดําเนินงานด้านความมันคงตามนโยบายของรัฐบาล  โดยเริ่มดำเนินการในระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ถึง 30 กันยายน  2569  รวมระยะเวลาทั้งสิ้น 90 วันในการปฎิบัติงาน

03 July 2026
การเมือง

ชาวพัทยา รวมพลังจัดกิจกรรม SAVE PATTAYA

ชาวพัทยา รวมพลังจัดกิจกรรม SAVE PATTAYAเรียกร้องนักวิชาการอิสระขอโทษชาวพัทยา ยืนยันเมืองพัทยาไม่ใช่เมืองเถื่อน ไม่มีมาเฟีย ที่ลานจัดกิจกรรมสีฟ้า แหลมบาลีฮาย เมืองพัทยา ชาวพัทยาจากทุกภาคส่วน ทั้งนักธุรกิจ ผู้ประกอบการ นักการเมืองท้องถิ่น ประชาชน ผู้ประกอบการรถสองแถว รวมถึงเครือข่ายภาคประชาชนจำนวนมาก พร้อมใจกันเข้าร่วมกิจกรรมแสดงพลังภายใต้แคมเปญ “SAVE PATTAYA” เพื่อปกป้องชื่อเสียงและภาพลักษณ์ของเมืองพัทยา หลังเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากการนำเสนอเนื้อหาในรายการโทรทัศน์ ซึ่งผู้จัดกิจกรรมเห็นว่าอาจสร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของเมืองท่องเที่ยวระดับนานาชาติ ภายในงาน ผู้เข้าร่วมได้ร่วมกันแสดงจุดยืน พร้อมเรียกร้องให้ นายศิโรตน์ คล้ามไพบูลย์ และผู้ดำเนินรายการที่เกี่ยวข้อง ออกมาขอโทษชาวพัทยา เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อคำกล่าวหรือเนื้อหาที่ถูกมองว่าส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงและภาพลักษณ์ของเมืองพัทยา นอกจากนี้ ยังมีการปราศรัยจากบุคคลสำคัญของเมืองพัทยา โดยย้ำว่า “เมืองพัทยาไม่ใช่เมืองเถื่อน และไม่มีมาเฟีย” รวมถึงการเมืองพัทยาไม่เคยมีความรุนแรงสำหรับสนามเลือกตั้งในทุกครั้งพร้อมเรียกร้องให้สังคมรับรู้ข้อเท็จจริง และไม่เหมารวมภาพลักษณ์ของเมืองจากข้อมูลหรือความคิดเห็นที่อาจก่อให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน ตลอดการจัดกิจกรรม เป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองพัทยา ลงพื้นที่อำนวยความสะดวกและดูแลรักษาความปลอดภัยแก่ผู้เข้าร่วมกิจกรรม เพื่อให้การแสดงออกเป็นไปอย่างสงบเรียบร้อยตามกฎหมาย

03 July 2026
อาชญากรรม

ชายปริศนาจุดพลุใส่ร้าน KTV พัทยาใต้ กล้องวงจรปิดจับภาพ ตำรวจ สภ.เมืองพัทยา เร่งสอบสวน

ชายปริศนาจุดพลุใส่ร้าน KTV พัทยาใต้ กล้องวงจรปิดจับภาพ ตำรวจ สภ.เมืองพัทยา เร่งสอบสวนเมื่อเวลา 04.00 น. วันที่ 3 กรกฎาคม 2569 เกิดเหตุชายปริศนาจุดพลุบริเวณหน้าสถานบันเทิง ถนนพัทยาใต้ หมู่ 10 ตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ส่งผลให้เกิดเสียงดังสร้างความแตกตื่นและความเดือดร้อนแก่ประชาชนที่พักอาศัยในละแวกใกล้เคียง โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองพัทยา เข้าตรวจสอบพร้อมเร่งติดตามตัวผู้ก่อเหตุจากการตรวจสอบบริเวณหน้าร้าน พบกล่องพลุขนาดใหญ่ที่ถูกจุดใช้งานแล้วจำนวน 2 กล่องตกอยู่ในที่เกิดเหตุ รวมทั้งร่องรอยการเผาไหม้บนพื้นบริเวณหน้าร้านอย่างชัดเจนเบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เชิญตัวผู้ดูแลร้านไปสอบปากคำ โดยผู้ดูแลให้การว่า ทำหน้าที่เพียงเฝ้าร้านและไม่ทราบสาเหตุหรือวัตถุประสงค์ของการจุดพลุในครั้งนี้ขณะเดียวกัน ภาพจากกล้องวงจรปิดและคลิปจากประชาชนหลายมุม สามารถบันทึกพฤติกรรมของชายต้องสงสัยได้อย่างชัดเจน โดยพบว่าชายดังกล่าวสวมเสื้อผ้าปกปิดใบหน้า เดินเข้ามาบริเวณหน้าร้าน พร้อมพยายามนำถุงบางอย่างมาปิดบังกล้องวงจรปิด แต่ถุงหล่นลงเสียก่อน จากนั้นได้จุดพลุที่ตั้งหันหน้าเข้าหากระจกหน้าร้าน ก่อนเดินหลบหนีออกจากพื้นที่หญิงผู้เกี่ยวข้องกับร้านซึ่งไม่ประสงค์ออกนาม เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบกล้องวงจรปิด พบชายปริศนาก่อเหตุตามภาพที่ปรากฏ และระบุว่าร้านเคยมีปัญหาขัดแย้งกับบุคคลรายหนึ่งมาก่อน แต่ไม่คาดคิดว่าจะเกิดเหตุในลักษณะดังกล่าวด้านนายฉัตริน เสงี่ยม อายุ 28 ปี ผู้ใช้รถใช้ถนน ซึ่งนำรถยนต์ไฟฟ้าไปชาร์จที่สถานีชาร์จใกล้จุดเกิดเหตุ เปิดเผยว่า กล้องหน้ารถสามารถบันทึกเหตุการณ์ไว้ได้ โดยเมื่อเวลาประมาณ 03.28 น. พบว่ามีการจุดพลุแล้ว และสังเกตว่าตำแหน่งการวางพลุมีการเปลี่ยนแปลง ก่อนรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจให้เข้าตรวจสอบเบื้องต้น เหตุการณ์ดังกล่าวไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐาน ตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด และสอบสวนผู้เกี่ยวข้อง เพื่อสืบหาสาเหตุและติดตามตัวผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.

03 July 2026
ความเชื่อ

ไวรัลนักท่องเที่ยวต่างชาติหยิบมะพร้าวไหว้เจ้าที่ถ่ายรูปชายหาดพัทยา

ไวรัลนักท่องเที่ยวต่างชาติหยิบมะพร้าวไหว้เจ้าที่ถ่ายรูปชายหาดพัทยา ก่อนรู้ความจริงรีบขอโทษ  ผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ “ไต๋ตามใจ อาทิตย์” โพสต์คลิปวิดีโอความยาวกว่า 45 วินาที เผยภาพนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติหยิบมะพร้าวที่วางอยู่บริเวณชายหาดพัทยาไปถ่ายรูป จนกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์ ล่าสุด ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ตรวจสอบบริเวณชายหาดพัทยาใต้ พบว่าจุดดังกล่าวเป็นพื้นที่ริมชายหาดที่มีต้นไม้ขนาดเล็กขึ้นอยู่ โดยชาวบ้านในพื้นที่มักนำมะพร้าว ขนมหวาน และน้ำแดง มาวางเซ่นไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือเจ้าที่ เพื่อความเป็นสิริมงคลเป็นประจำ บริเวณดังกล่าวเป็นจุดที่มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเดินทางมาถ่ายภาพกับวิวทะเลจำนวนมาก เบื้องต้นคาดว่านักท่องเที่ยวชาวต่างชาติทั้ง 2 คน ไม่ทราบว่ามะพร้าวดังกล่าวเป็นของที่นำมาเซ่นไหว้ จึงหยิบไปใช้เป็นพร็อพถ่ายภาพริมทะเลโดยไม่มีเจตนาลบหลู่ นายวรรณชัย จิตมั่นออม อายุ 35 ปี ผู้ถ่ายคลิป เปิดเผยว่า ก่อนเกิดเหตุพบกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติประมาณ 4-5 คน เดินมานั่งพักใต้ต้นไม้ ตนจึงเข้าไปสอบถามว่าจะเดินทางไปท่องเที่ยวเกาะล้านหรือไม่ แต่นักท่องเที่ยวตอบว่าไม่ได้ไป จากนั้นไม่นาน นักท่องเที่ยวคนหนึ่งได้หยิบมะพร้าวที่วางอยู่ใต้ต้นไม้ ซึ่งเป็นของเซ่นไหว้ แล้วเดินลงไปบริเวณชายหาดเพื่อถ่ายรูป ตนจึงหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาบันทึกเหตุการณ์ไว้ ภายหลังนักท่องเที่ยวเดินกลับขึ้นมา ตนได้ใช้โปรแกรมแปลภาษาพูดคุยและอธิบายว่า มะพร้าวดังกล่าวเป็นของที่ชาวบ้านนำมาเซ่นไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เมื่อนักท่องเที่ยวทราบข้อเท็จจริงก็แสดงความตกใจ พร้อมกล่าวคำขอโทษ โดยยืนยันว่าไม่ทราบถึงธรรมเนียมดังกล่าว และยังกล่าวคำขอขมาตามภาษารัสเซีย ก่อนนำมะพร้าวกลับไปวางไว้ที่เดิม.

02 July 2026